1. Windows Movie Maker
เป็นโปรแกรมทำวีดีโอที่ง่ายมาก แค่เพียงลากวางวีดีโอลงในโปรแกรมหลังจากนั้นก็ทำการตัดต่อตามต้องการ ความสามารถอีกอย่างหนึ่งของโปรแกรมนี้คือใช้โปรแกรม Windows Movie Maker สร้างสไลด์โชว์ เอาเพลงมาประกอบ
2. Lightworks
เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมตัดต่อวีดีโอที่ดี มีการสนับสนุการทำงานที่ มี effects และ smart trimming tools โปรแกรมนี้เป็นที่นิยมมากให้การตัดต่อหนังเลยที่เดียว
3. Kate’s Video Toolkit
เป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ ที่มีความสามารถหลายหลาย ไม่ว่าจะเป็นตัดไฟล์ ประกอบ 2 ไฟล์วีดีโอต่อกัน มีลูกเล่นเปลี่ยนฉากเวลาเริ่มวีดีโอใหม่ กำหนดลำดับของวีดีโอกับเสียง
4. Avidemux
เป็นโปรแกรมตัดต่อวีดีโอขนานเล็ก และเป็นโปรแกรม open source โดยโปรแกรมนี้มีสามารถตัด หมุน ปรับขนาด ลบเสียงรบกวน ปรับสี และอื่นๆ
5. VSDC Free Video Editor
โปรแกรมตัดต่อวีดีโอนี้ต้องใช้เวลาศึกษาอ่านคู่มือหน่อย เป็นขั้นตอนการทำงานอาจเข้าใจอยาก แต่โปรแกรมนี้ก็มีจุดเด่อ คือ มีตัวช่วย filters, เอฟเฟคเปลี่ยนฉาก (transitions),เสียงเอฟเฟค (audio effects) เป็นต้น
6. MPEG Streamclip
โปรแกรมนี้สามารถเปิดไฟล์ DVD หรือเปิด URLs ของ video streams ได้ ความสามารถของโปรแกรมตัดต่อวีดีโอนี้ เช่น การทริม (trim) การ cut การ copy or paste และ export the soundtrack เป็นต้น
7. VirtualDub
โปรแกรมตัดต่อวีดีโอนี้สามารถทำงานได้กับไฟล์ AVI ด้วยอินเตอร์เฟซที่เรียบงายและชัดเจน จะช่วยให้เลื่อนและตัดคลิปได้อย่างง่ายได้ ความสามารถของโปรแกรมก็มี ปรับคมชัด, เบลอ, ปรับขนาด, หมุนความสว่างสีและความคมชัดปรับแต่ง – และมีปลั๊กตัวเลือกเพิ่มให้ได้ใช้อีกด้วย
8. Free Video Dub
เป็นโปรแกรมตัดต่อวีดีโอ มีลูกเล่นคล้ายกับโปรแกรมที่ผ่านมา ทดลองโหลดมาทดสอบดู เป็นโปรแกรมตามความชอบส่วนบุคล
9. Freemake Video Converter
เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมตัดต่อวีดีโอ มีฟังชั่น Freemake
ที่มา : http://www.ineedtoknow.org/
วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
แนวคิดในการสร้างวิดีโอ
ก่อนที่ลงมือสร้างผลงานวิดีโอสักเรื่อง จะต้องผ่านกระบวนการคิด วางแผนมาอย่างรอบคอบเพราะปัญหาที่มักเกิดขึ้นเสมอก็คือการที่ไม่ได้ภาพตามที่ต้องการ เนื้อหาที่ถ่ายมาไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการนำเสนอ ในที่นี้ขอแนะนำแนวคิดในการทำงานวิดีโออย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการ โดยมีลำดับแนวคิดของงานสร้างวิดีโอเบื้องต้น ดังนี้
1. เขียน Storyboard
สิ่งแรกที่เราควรเรียนรู้ก่อนสร้างงานวิดีโอ ก็คือ
การเขียน Storyboard คือ การจินตนาการฉากต่างๆ ก่อนที่จะถ่ายทำจริง เพียงเขียนวัตถุประสงค์ของงานให้ชัดเจนว่าต้องการสื่ออะไรหรืองานประเภทไหน เขียนออกมาเป็นฉาก เรียงลำดับ 1, 2, 3,.......
2. เตรียมองค์ประกอบต่างๆ ที่ต้องใช้
ในการทำงานวิดีโอ เราจะต้องเตรียมองค์ประกอบต่างๆ
ให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นไฟล์วิดีโอ ไฟล์ภาพนิ่ง ไฟล์เสียง หรือไฟล์ดนตรี
3. ตัดต่องานวิดีโอ
การตัดต่อคือการนำองค์ประกอบต่างๆ ที่เตรียมไว้มาตัดต่อเป็นงานวิดีโอ งานวิดีโอจะออกมาดีน่าสนใจเพียงใดขึ้นอยู่กับการตัดต่อเป็นสำคัญ ซึ่งเราจะต้องเรียนรู้การตัดต่อในบทต่อไปก่อน
4. ใส่เอ็ฟเฟ็กต์/ตัดต่อใส่เสียง
ในขั้นตอนการตัดต่อ เราจะต้องตกแต่งงานวิดีโอด้วยเทคนิคพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสี การใส่ข้อความ หรือเสียงดนตรี ซึ่งจะช่วยให้งานของเรามีสีสันและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
5. แปลงวิดีโอ เพื่อนำไปใช้งานจริง
ขั้นตอนการแปลงวิดีโอเป็นขั้นตอนสุดท้าย ในการทำงานวิดีโอที่เราได้ทำเรียบร้อยแล้วนั้นไปใช้งาน โปรแกรม Ulead Video Studio สามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็น VCD, DVD หรือเป็นไฟล์ WMV สำหรับนำเสนอทางอินเทอร์เน็ต
ที่มา : https://sites.google.com/site/vdoclassroom/unit1/i1-2-naewkhid-kar-srang-widixo
วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการออกแบบ ( 3 มิติ )
SketchUp Make (โปรแกรมทำแบบบ้าน ออกแบบห้อง สร้างโมเดล 3 มิติ)
โปรแกรมนี้ เป็นโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ สามารถสร้างภาพที่เป็นภาพจำลอง เพื่อใช้สำหรับ งานเขียนแบบ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โปรแกรมนี้สามารถเป็นได้ทั้งโปรแกรมออกแบบบ้าน หรือจะเป็น โปรแกรมออกแบบห้อง ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น (ห้องรับแขก) หรือจะนำไปสร้างโมเดล 3 มิติ แบบออกแบบรถ ออกแบบอาคาร ออกแบบสิ่งก่อสร้าง ต่างๆ ก็สามารถได้ โดยมีวิธีการใช้งานที่ไม่ยากเลย เพราะจะมีวีดีโอสอนการใช้งาน (VDO Tutorials) และ การให้ลองทำตาม ในขณะใช้งานโปรแกรมได้เลย หากมีการออกแบบอะไรที่ไม่ซับซ้อนมาก โปรแกรมออกแบบ ตัวนี้เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมออกแบบ ที่น่าสนใจมากๆ เพราะไม่ต้องไปซื้อโปรแกรมราคาแพงๆ เสียเงินหลายแสนมาใช้
Blender (โปรแกรมออกแบบ 3 มิติ โปรแกรม Animation 3 มิติ)
โปรแกรมนี้คือ โปรแกรมออกแบบ 3 มิติ (3D) โปรแกรม เป็นโปรแกรมออกแบบ ที่ใช้ได้กับทุกระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Windows / Mac OS หรือ Linux เหมาะสำหรับคนชอบและรักการออกแบบ ถามว่าออกแบบอะไร ออกแบบรถ ออกแบบตัวละคร ในฝัน ออกแบบตัวละครการ์ตูน หรือในจินตนาการ จริงๆ แล้วก็สามารถเป็น โปรแกรมแอนิเมชั่น เพื่อใช้ทำภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ ได้อีกด้วยย
ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการออกแบบ ( 2 มิติ )
AutoCAD LT 2016
โปรแกรม AutoCAD® LT 2016 เป็นโปรแกรมเขียนแบบและออกแบบ (CAD) 2 มิติ ของ AutoCAD® ในราคาประหยัดสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานด้านเขียนแบบ 2 มิติ เพียงอย่างเดียว ซึ่งพัฒนาจากผู้พัฒนาโปรแกรมรายใหญ่ที่สุดในโลก มีความเข้ากันได้ของไฟล์ DWG มีความน่าเชื่อถือและการมีประสิทธิภาพของเครื่องมือวาดภาพ 2 มิติ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของคุณ
AutoCAD® LT 2016 มีการใช้งานที่สมบูรณ์แบบของ 2 มิติ ในการออกแบบอย่างแม่นยำ และมีเทคนิคในการเขียนแบบอย่างถูกต้อง มีการออกแบบตามวัตถุประสงค์ตามความต้องการ มีการปรับปรุงคุณสมบัติ และเพิ่มวิธีใหม่ๆ ในการออกแบบ สามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ได้อย่างสมบูรณ์
โปรแกรม AutoCAD® LT 2016 จึงเหมาะสำหรับผู้ใช้งาน CAD งานเขียนแบบ และออกแบบทั่วไป 2 มิติ เช่น เขียนแบบอาคาร เขียนแบบโครงสร้าง เขียนแบบโยธา เป็นต้น ด้วยไฟล์ DWG
LibreCAD
เป็นชื่อของโปรแกรมออกแบบเสิ้อผ้าโปรแกรมหนึ่งที่ทางเราจะมาแนะนำกันในวันนี้ โดยโปรแกรม LibreCAD นี้จะเป็นโปรแกรมที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย บริษัท LibreCAD.org โดยลักษณะของการออกแบบของตัวโปรแแกรมอย่าง LibreCAD นี้จะเป็นการออกแบบ 2D หรือ CAD 2D (Computer-Aided Design Program) นั้นเอง โดยโปรแกรมนี้นั้นจะเป็นโปรแกรมแบบ Open-Source หรือ ในอีกความหาายหนึ่งนั้นก็คือเราสามารถดาวน์โหลดตัวโปรแกรมตัวนี้ไปใช้งานกันได้แบบฟรีๆ นั้นเอง ซึ่งความสามารถของตัวโปรแกรม LibreCAD นี้จะไม่เป็นเพียงโปรแกรมออกแบบเสื้อผ้าได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถออกแบบวัตถุ หรือ สิ่งของต่างๆ ได้ อย่างเช่น กลไกของเครื่องจักรกล สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงการออกแบบถุงพลาสติกได้อีกด้วย
เทคโนโลยีสะอาด
เทคโนโลยีสะอาด คือ กลยุทธ์ที่ใช้ในการผลิตเชิงอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้วัตถุดิบ และพลังงานในการผลิต ทำให้สามารถลดต้นทุน โดยการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดของเสียจากแหล่งกำเนิด อันจะช่วยลดภาระในการกำจัดของเสีย รวมถึงก่อให้เกิดการใช้พลังงาน ทรัพยากร และวัตถุดิบต้นทุนอย่างคุ้มค่า อันเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผู้ประกอบการ ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก อีกทั้งยังพัฒนาความสามารถ และประสิทธิภาพของธุรกิจ และเป็นจุดเริ่มต้นในการก้าวสู่มาตรฐาน ISO 14000 ของอุตสาหกรรมอีกด้วย
1.1 หลักการของเทคโนโลยีสะอาด
หลักการของเทคโนโลยีสะอาด มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ การลดการใช้พลังงาน การใช้น้ำ และทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ซึ่งหลักการของเทคโนโลยีสะอาดจะเน้นที่การป้องกันมากกว่าการแก้ปัญหา
การลดมลพิษที่แหล่งกำเนิด แบ่งเป็น 2 แนวทางใหญ่ ๆ คือ การเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ และ การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต
1.1 การเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ (Product Reformulation) อาจทำได้โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด หรือการออกแบบให้มีอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ได้นานขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต (Process Change) แบ่งได้ 3 กลุ่ม อันประกอบด้วย
- การเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบ (Input Material Change) โดยเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ลดหรือเลิกการใช้วัตถุดิบที่เป็นอันตราย เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของสารอันตรายเข้าไปในกระบวนการผลิต และพยายามใช้วัตถุดิบที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
- การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี (Technology Improvement) เป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตหรือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ได้แก่ การปรับปรุงแผนผังโรงงาน การเพิ่มระบบอัตโนมัติ การปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อก่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด
- การปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน (Operation Management) เป็นการบริหารระบบการวางแผนและควบคุมการผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพของกระบวนการผลิต ให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตและลดการก่อมลพิษทางสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้มีขั้นตอนการผลิต กระบวนการทำงาน กระบวนการบำรุงรักษา รวมไปถึงการจัดการระบบ การบริหารงานในโรงงานอย่างชัดเจน
2. กระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ แบ่งออกได้ 2 แนวทางคือ
2.1 การใช้ผลิตภัณฑ์หมุนเวียน โดยการนำวัตถุดิบที่ไม่คุณภาพกลับมาใช้ประโยชน์ หรือ การใช้ประโยชน์จากสารหรือวัสดุที่ปนอยู่กับของเสีย โดยการนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเดิม หรือ กระบวนการผลิตในขั้นตอนอื่น
2.2 การใช้เทคโนโลยีหมุนเวียน เป็นการนำเอาของเสียผ่านกระบวนการต่าง ๆ เพื่อนำทรัพยากรกลับมาใช้อีก
แนวคิดของเทคโนโลยีสะอาด คือ การป้องกันมลพิษที่แหล่งกำเนิด และการลดปริมาณสารเคมีที่ใช้ให้น้อยที่สุด โดยทำได้ตามขั้นตอนที่เรียงลำดับความสำคัญจากมากไปน้อย ดังนี้
การลดที่แหล่งกำเนิด
การใช้หมุนเวียน
การบำบัด
การปล่อยทิ้ง
การดำเนินการตามหลักการของเทคโนโลยีสะอาด คือ จะเน้นการลดมลพิษที่ต้นกำเนิดมากกว่าการแก้ปัญหาที่ปลายทาง กล่าวคือ ลดปริมาณการใช้ทรัพยากรลง โดยใช้หลักการบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด ของเสียที่เกิดขึ้น ต้องมีการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดของเสียที่จะส่งไปสู่ขั้นตอนการบำบัดของเสียที่นำไปบำบัดผ่านกระบวนการที่มีประสิทธิภาพจึงสามารถปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมได้
การประยุกต์ใช้หลักการเทคโนโลยีสะอาด ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ
1) การวางแผนและการจัดองค์กร (Planning and Organization)
2) การประเมินเบื้องต้น (Pre Assessment)
3) การประเมินผล (Assessment)
4) การศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility)
5) การลงมือปฏิบัติ (Implementation)
5W1H
1. W – Who : ใครคือลูกค้าคุณ?
คำถามนี้เป็นคำถามแรกที่ผมจะคิด นั่นก็คือ การวิเคราะห์ว่า ใคร คือกลุ่มเป้าหมายเวบไซต์ของคุณ? คุณจะต้องระบุลักษณะของกลุ่มเป้าหมายของคุณได้อย่างชัดเจน ได้เป็นที่แน่นอน เช่น เพศ, อายุ, อาชีพ, ฐานเงินเดือน, พื้นที่, พฤติกรรม ฯลฯ เพราะข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยทำให้คุณสามารถ วางแผนการตลาด และวางแผนในการผลิตสินค้าและบริการได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
2. W – What : อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ?
คุณ ควรจะทราบว่าสินค้าหรือบริการรูปแบบไหนที่ ลูกค้าของคุณต้องการ และคุณก็ควรที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าคุณได้ และอะไรที่จะสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าหรือบริการของคุณจากคู่แข่งคุณได้? ในข้อนี้จะต้องใช้ความละเอียดอ่อน ศึกษาความต้องการของตลาด ศึกษาว่าลูกค้าต้องการสินค้าลักษณะแบบไหน
3. W – Where : ลูกค้าคุณอยู่ที่ไหน?
คุณจะสามารถหาลูกค้าของคุณได้จากที่ไหนบ้าง? และที่ไหนคือที่ๆ ลูกค้าของคุณมักจะไปอยู่ และ คุณสามารถสื่อสาร กับลูกค้าได้ ด้วยวิธีอะไร?
4. W – When : เมื่อไรที่เค้าต้องการคุณ?
คุณควรจะทราบถึงความต้องการของลูกค้าของคุณว่า เค้าจะต้องการสินค้าหรือบริการของคุณเมื่อไร? ในช่วงเวลาไหน? และต้องการบ่อยแค่ไหน? ซึ่งจะช่วยทำให้คุณสามารถกำหนดและวางแผนการต่างๆ ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง เพราะสินค้าบางอย่างคุณไม่สามารถที่จะเก็บไว้ได้นานดังนั้นการวางแผนข้อนี้จะทำให้ความเสี่ยงในการดำเนินงานของคุณน้อยลงอย่างมากที่สุด
5. W – Why : ทำไมเค้าต้องมาซื้อหรือใช้บริการของคุณ?
ทำไมลูกค้าเลือกซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ แทนที่จะซื้อจากคู่แข่ง? ทำไมคุณต้องเข้ามาทำธุรกิจทางด้านนี้?
6. H – How : คุณจะเข้าถึงลูกค้าของคุณได้อย่างไร?
คุณจะสามารถเข้าถึงลูกค้าคุณได้ด้วยวิธีไหน อย่างไร? ซึ่งคุณควรจะมีการวางแผนและกำหนดวิธีการที่คุณจะสามารถเข้า ถึงลูกค้าของคุณได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ตัวอย่างการออกแบบ
1. การออกแบบทางสถาปัตยกรรม (Architecture Design)

เป็นการออกแบบเพื่อ การก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ นักออกแบบสาขานี้ เรียกว่า สถาปนิก (Architect) ซึ่ง โดยทั่วไปจะต้องทำงานร่วมกับ วิศวกรและมัณฑนากร โดยสถาปนิก รับผิดชอบเกี่ยว กับประโยชน์ใช้สอยและความงามของสิ่งก่อสร้าง งานทางสถาปัยตกรรมได้แก่
- สถาปัตยกรรมทั่วไป เป็นการออกแบบสิ่งก่อสร้างทั่วไป เช่น อาคาร บ้านเรือน ร้านค้า โบสถ์ วิหาร ฯลฯ
- สถาปัตยกรรมโครงสร้าง เป็นการออกแบบเฉพาะโครงสร้างหลักของอาคาร
- สถาปัตยกรรมภายใน เป็นการออกแบบที่ต่อเนื่องจากงานโครงสร้าง ที่เป็นส่วนประกอบของอาคาร
- งานออกแบบภูมิทัศน์ เป็นการออกแบบที่มีบริเวณกว้างขวาง เป็นการจัดบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม
- งานออกแบบผังเมือง เป็นการออกแบบที่มีขนาดใหญ่ และมีองค์ประกอบซับซ้อน ซึ่งประกอบ ไปด้วยกลุ่มอาคารจำนวนมาก ระบบภูมิทัศน์ ระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ
2. การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design)
เป็นการออกแบบเพื่อการผลิต ผลิตภัณฑ์ ชนิดต่าง ๆงานออกแบบสาขานี้ มีขอบเขตกว้างขวางมากที่สุด และแบ่งออกได้มากมาย หลาย ๆ ลักษณะ นักออกแบบรับผิดชอบเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามของ ผลิตภัณฑ์ งานออกแบบประเภทนี้ได้แก่
- งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์
- งานออกแบบครุภัณฑ์
- งานออกแบบเครื่องสุขภัณฑ์
- งานออกแบบเครื่องใช้สอยต่างๆ
- งานออกแบบเครื่องประดับ อัญมณี
- งานออกแบบเครื่องแต่งกาย
- งานออกแบบภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์
- งานออกแบบผลิตเครื่องมือต่าง ๆ ฯลฯ
3. การออกแบบทางวิศวกรรม (Engineering Design)
เป็นการออกแบบ เช่นเดียวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน ต้องใช้ ความรู้ความสามารถและเทคโนโลยีในการผลิตสูง ผู้ออกแบบคือ วิศวกร ซึ่งจะรับผิดชอบ ในเรื่องของประโยชน์ใช้สอย ความปลอดภัยและ กรรมวิธีในการผลิต บางอย่างต้องทำงาน ร่วมกันกับนักออกแบบสาขาต่าง ๆ ด้วย ได้แก่
- งานออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้า
- งานออกแบบเครื่องยนต์
- งานออกแบบเครื่องจักรกล
- งานออกแบบเครื่องมือสื่อสาร
- งานออกแบบอุปกณ์อิเลคทรอนิคส์
4. การออกแบบตกแต่ง (Decorative Design)
เป็นการออกแบบเพื่อการตกแต่งสิ่งต่าง ๆ ให้สวยงามและเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น นักออกแบบเรียนว่า มัณฑนากร (Decorator) ซึ่งมักทำงานร่วมกับสถาปนิก งานออกแบบประเภทนี้ได้แก่
- งานตกแต่งภายใน (Interior Design)
- งานตกแต่งภายนอก (Exterior Design)
- งานจัดสวนและบริเวณ ( Landscape Design)
- งานตกแต่งมุมแสดงสินค้า (Display)
- การจัดนิทรรศการ (Exhibition)
- การจัดบอร์ด
- การตกแต่งบนผิวหน้าของสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น ฯลฯ
5. การออกแบบสิ่งพิมพ์ (Graphic Design)
เป็นการออกแบบเพื่อทางผลิตงานสิ่งพิมพ์ ชนิดต่าง ๆ ได้แก่ หนังสือ หนังสือพิมพ์ โปสเตอร์ นามบัตร บัตรต่าง ๆ งานพิมพ์ลวดลายผ้า งานพิมพ์ภาพลงบนสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ งานออกแบบรูปสัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้า ฯลฯ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

















